เรื่องราวมากมาย..เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวติ..และจะจบลงพร้อมกับชีวิต..คุณมีเรื่องดีดีสักเรื่องไหม..ที่จะอยู่ในใจคุณเสมอ..


 

    เรื่องราวความรักของบุคคลที่
ชื่อว่า "พ่อ" ที่มีต่อลูก
ผู้ที่อาจจะไม่รับรู้
...และก็อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้เลย...


"ดวงใจพ่อ"
โดย...สันติภาพ


 



          
        เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่อุปสมบทใหม่ ๆ ใช้ชีวิตเพศบรรพชิตอยู่ในวัดประจำหมู่บ้าน
(ในจังหวัดสุรินทร์) เย็นวันหนึ่งหลังจากที่ทำวัตรสวดมนต์เสร็จ   ก็นั่งคุยกันกับหมู่
เพื่อนสหธรรมิก    ได้มีรถมอเตอร์ไซร์วิ่งเข้ามาจอดหน้าศาลา     มีคนนั่งมาสองคน (ตอนแรกนึกว่าจะได้รับกิจนิมนต์)  พอคนที่นั่งซ้อนท้ายลงจากรถ คนขับก็ขับ
มอเตอร์ไซร์ก็วิ่งออกไป  เราก็รู้สึกแปลกใจและงงในเหตุการณ์ มองดูชายที่ลงจากรถ หน้าตามอมแมมแต่งตัวซอมซ่อคล้ายกับคนบ้า    อายุอานามก็ประมาณสี่สิบต้น ๆ เหล่าเพื่อนต่างมองและพูดเป็นเสียงเดียวกัน “คงเป็นคนบ้ามาอีกแล้ว”  เรายืนมอง
ด้วยความสงสารแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร               สักพักชายคนนั้นเดินขึ้นมาบนศาลา ด้วยลักษณะของคนอ่อนล้า    ทุกรูปต่างยืนมองแต่ไม่สนใจสักเท่าไหร่ เขาเดินเข้ามา
กราบพระ   แล้วทักทายพระสงฆ์ด้วยคำพูดที่ฟังไม่เข้าใจ     “สงสัยจะบ้าจริง ๆ” ทุกรูปไม่มีใครใส่ใจที่จะไต่ถามถึงที่มาที่ไปของเขา     ทยอยกันกลับกุฏิไปบ้างก็มี เลยเดินเข้าไปใกล้ ๆ พร้อมกับส่งคำพูดทักทาย   “โยมมาจากไหนหรือ”     เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับมา เราก็เงียบไม่ถามอะไรต่อไป  ซักพักได้ยินเสียงพูดขึ้นมา
“ผมหิวข้าว มีข้าวให้ผมกินหรือเปล่าครับ” ชายวัยกลางคนพูดขึ้นด้วยอาการที่
อ่อนแรง    ก็เลยคุยกันกับเพื่อนที่ยังนั่งอยู่ว่าจะเอายังไงดี   ข้าวก็ไม่มีเพราะเป็นที่
วัด   ก็เลยไปซื้อมาม่ามาต้มใส่กับปลากระป๋องได้หนึ่งชามใหญ่  เขากินมาม่าเหมือน
คนไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน    หลังจากกินอิ่มเขาก็คงจะมีสติเริ่มที่จะพูดเข้าใจ เลยถามประโยคเดิมว่า
              “โยมมาจากที่ไหนหรือ   ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่อง”
เขาพูดตอบสองมือประนม
              “คือ..ผมมาจากนนทบุรีครับหลวงพี่ ผมมาตามหาลูกสาวครับ”
ได้ยินคำตอบที่ชวนให้ต้องถามต่อไป
              “แล้วโยมไปพลัดหลงกับลูกสาวที่ไหนหล่ะ” เราถามไปด้วยคิดว่าแกคงจะมาเที่ยวกับลูกแล้วพลัดหลงกัน
             “เปล่าครับผมไม่ได้พลัดหลงกับลูกสาว”โยมพูดตอบกลับมา
             “อ้าว...แล้วลูกสาวหายไปยังไงล่ะ” เริ่มที่จะสนใจเรื่องราวมากขึ้น
   “...คือ...ลูกสาวผมหนีมากับผู้ชายครับ”    โยมตอบด้วยอาการที่ไม่เต็มเสียง
เท่าไรนัก

 

           เราได้ฟังก็อดที่จะหดหู่ใจด้วย โยมเล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟังทั้งน้ำตาว่า  เป็นคนอำเภอหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี  อาศัยอยู่กับลูกสาวสองคนในบ้านพักเล็ก ๆ ภรรยาก็หนีจากไป ตนเองมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ลูกสาวเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.4
ในโรงเรียนใกล้ ๆ บ้าน ทุกวันจะต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน     หลังจากที่
เตรียมสิ่งของข้าวปลาอาหารให้กับลูกเสร็จ   ก็ต้องออกไปทำงานแต่เช้า   โดยจะ
ออกไปก่อนที่ลูกจะไปโรงเรียนแทบทุกวัน อาจจะมีบางวันที่ให้ลูกไปโรงเรียนก่อน แต่พอดีว่าบ้านของตนอยู่ใกล้ ๆ กับตึกที่เขากำลังก่อสร้างใหม่ ลูกสาวเลยไปรู้จักกับ
เด็กหนุ่มที่มาทำงานก่อสร้างในที่นั้น  ซึ่งเป็นคนที่มาจากจังหวัดสุรินทร์           ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไรนัก คิดว่าคงเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่น เพราะเห็น
กันทุกวัน  แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ วันนั้นหลังจากที่เตรียมอาหารให้
ลูกเสร็จ  ก็ไปทำงานตามปกติ ไปทำงานก่อนลูกแต่ก็กลับหลังลูกเลิกเรียนเสมอ แต่วันนั้นกลับมาไม่เจอลูกก็แปลกใจ  ออกไปถามกับคนบ้านแถวนั้นก็ไม่มีใครพบ เริ่มรู้สึกเป็นห่วงลูกมากขึ้นเพราะไม่เคยเห็นลูกหายไปแบบนี้ แต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร เฝ้าตามหาลูกอยู่นานจนมืดค่ำ   และแล้วใจก็แทบสลาย เมื่อมีคนบอกว่าเจอลูกสาว
ไปกับผู้ชายตั้งแต่เมื่อตอนเช้า   ได้ยินแทบเป็นลมล้มทรุด ตั้งสติได้ก็เฝ้าเที่ยวถามถึง
คนที่พาลูกสาวไป   ในที่สุดก็รู้ว่าที่แท้ก็เป็นวัยรุ่นที่ทำงานก่อสร้างใกล้ ๆ บ้าน   และ
ก็เป็นคนเดียวที่รู้จักกับลูกสาว   หนึ่งคืนที่โยมบอกว่านอนไม่หลับทั้งคืน   พอรุ่งเช้า
เลยตัดสินใจเก็บข้าวของขึ้นรถไปที่จังหวัดสุรินทร์   มาลงที่อำเภอ ๆ หนึ่งก็ค่ำพอดี ต้องหาที่นอนแต่ไม่รู้จะไปนอนที่ไหนเพราะไม่รู้จักใคร คืนนั้นก็เลยนอนอยู่ริมสะพาน
ละแวกใกล้ ๆ กับสถานีขนส่ง พอนอนไปได้สักพักเรื่องร้าย ๆ ก็เกิดขึ้นกับชีวิตอีกครั้ง โยมเล่าต่อไปว่า  “ในขณะที่กำลังหลับไปได้ซักพักหนึ่ง ก็มีวัยรุ่นขี้ยาสองคนเข้ามาหา
และปล้นเอาสิ่งของไปจนหมด ไม่มีอะไรติดตัวซักอย่างแม้แต่เงินก็ไม่มีเหลือ” ประคับประคองชีวิตจนถึงเช้า    จึงออกตามหาลูกแม้ว่าร่างกายจะไม่เหลืออะไร แต่จิตใจก็ยังคงคิดถึงแต่ลูก     ความรักของคนเป็นพ่อแม่ชั่งยิ่งใหญ่จนยากจะกล่าว
จบได้    พ่อคนนี้ออกเดินเที่ยวหาลูกทั้งวัน ข้าวก็ไม่ได้กิน น้ำก็ขอกับคนที่เดินผ่าน  เดินทั้งวันจนมาถึงที่วัดประมาณ  56  กิโลเมตร
         ด้วยความสงสาร พอฟังเรื่องที่โยมเล่าให้ฟังมาถึงตรงนี้ ก็เลยถามโยมว่า “คนที่พาลูกสาวโยมมาเขาอยู่อำเภออะไร”
        โยมตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า “ไม่รู้ครับ”
ตกใจในคำตอบที่โยมตอบมา แต่ก็ถามต่อไปว่า  " แล้วรู้ไหมว่าเขาอยู่ตำบลไหน
หมู่บ้านอะไร "     คำตอบที่ได้กลับทำให้สะท้อนใจยิ่งกว่า ทีนี้โยมเล่าทั้งน้ำตาว่า “ผมไม่รู้เลยครับว่าเขาอยู่ที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้านไหน รู้แต่เพียงว่าเป็นคนสุรินทร์ครับ”         ฟังโยมพูดจบน่าทึ่งจนไม่รู้จะพูดยังไง ลูกสาวหนีมากับคนที่ไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน แผ่นดินจังหวัดสุรินทร์กว้างใหญ่ไพศาล จะไปตามหาพื้นที่ส่วนไหนถึงจะเจอ ตามหาทั้งชาติไม่รู้จะเจอหรือเปล่า   นั่งเงียบมองดูโยมอยู่พักหนึ่ง พร้อมกับคิดหาวิธี
ช่วย   แต่ก็ไม่รู้จะหาวิธีไหนถึงจะช่วยได้ เลยพูดให้กำลังใจกับโยมว่า         “โยมไม่ต้องตามหาเขาหรอก สักวันลูกสาวโยมจะกลับไปหาโยมเองเชื่อสิ” พูดจบก็ให้โยมไปนอนพักผ่อนเพราะเดินทั้งวัน   พอตอนเช้าบิณฑบาต
กลับมา โยมก็เข้ามากราบแล้วพูดว่า   “ผมเชื่อหลวงพี่ครับ สักวันลูกสาวผมจะกลับ
มาหาผม ผมจะรอวันนั้นครับ” ก็ดีแล้วนะ” พูดให้กำลังใจ “แล้วจะเอายังไงต่อไปหล่หะ” ถามไปในขณะที่มือก็อุ้มบาตรอยู่
      "ผมจะกลับบ้านครับหลวงพี่"
        วันนั้นพระทุกรูปก็ได้ทำบุญแต่เช้า โดยร่วมกันรวบรวมเงินเป็นค่าเดินทางกลับ
ของพ่อที่ตามหาลูก        แม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบตรงนั้นไป แต่เรื่องราวของพ่อ
ที่ตามหาลูกไม่รู้จะจบที่ตรงไหน จากวันนั้น ถึงวันนี้ไม่รู้จะเป็นอย่างไร          นี่คือเรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี ถึงความเปลี่ยนแปลง
ในทุกวันนี้   เรื่องของพ่อคนนี้ไม่ได้เป็นแค่หนึ่งเรื่องในสังคม แต่คงยังมีอีกมากมาย ที่เกิดขึ้นลักษณะนี้ในสังคมบ้านเรา   ที่อ้างตัวเองว่าเป็นชาวพุทธแต่ขาดคุณธรรม
หล่อเลี้ยงจิตใจ นี่คงจะเป็นผลลัพจากความทันสมัยของสังคม    ที่เน้นแต่ความสุข
ทางกายเท่านั้น แต่ขาดภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจ............

วัดป่านาแก WATPANAGA บ้านนาแก ตำบลนาแก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
Webmaster : Phrapa E-mail : sitdongyang19@hotmail.com
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นบัจจุบัน กรุณากด Refresh หรือ F5 ทุกครั้งที่เข้าชม