..พระคุณเจ้าพระธรรกิตติวงค์ (ทองดี สุรเตโช) เปรียญธรรม ๙ วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ) และราช
บัณฑิต สำนักศิลปกรรมแห่งราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ อรรถาธิบายคำว่า ออกพรรษา และกฐิน ไว้ในหนังสือ
พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุดคำจัด ซึ่ง พระคุณเจ้ามีเมตตาอนุญาตให้ผู้สนใจนำความรู้ออก
เผยแพร่เป็นประโยชน์แก่มหาชนได้ ดังนี้...
๑. ออกพรรษา หมายถึงการพ้นกำหนดระยะเวลา การเข้าพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว ออกพรรษา
ไม่ต้องกล่าวคำอธิษฐานเหมือนเข้าพรรษา เมื่อครบกำหนด ๓ เดือนแล้วก็เป็นอันออกพรรษา
ออกพรรษา มีระยะกาล ๒ ครั้ง เหมือนเข้าพรรษา คือ ถ้า
เข้าปุริมพรรษาวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ออกพรรษาก็เป็นวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ถ้าเข้าปัจจิมพรรษาออกพรรษาก็
เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในวันออกพรรษา พระวินัยกำหนดให้พระสงฆ์อยู่ จำพรรษาทำปวารณาก่อนที่จะแยกย้ายกันไป
วันออก พรรษาจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา (คำวัด หน้า ๑,๒๙๖) เมื่อออกพรรษาแล้ว ตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา
เป็นฤดูกาลบำเพ็ญกุศลกฐินทาน หนังสือคำวัด อธิบายเกี่ยวกับกฐินไว้ ดังนี้
กฐิน เป็นภาษาพระวินัย เป็นชื่อเรียกผ้าพิเศษ ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว รับมานุ่งห่มได้
กฐิน แปลตามศัพท์ว่า ไม้สะดึง คือ กรอบไม้หรือ ไม้แบบสำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวร ผ้าที่เย็บสำเร็จ
จากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้า
ชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง ๑ เดือน คือ ตั้งแต่วัน แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
(วันเพ็ญเดือน ๑๒) ระยะนี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะ เวลาทอดกฐินหรือเทศกาลทอดกฐิน
กฐินทาน แปลว่า การถวายผ้ากฐิน การทอดกฐินสิ่ง ของถวายร่วมกับผ้ากฐิน กฐินทานหมายถึงการที่ ทายกทายิกาผู้มีศรัทธา
นำผ้าพร้อมทั้งบริวารไป ถวายแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาครบ ๓ เดือน ที่วัดใดวัดหนึ่ง ภายในเขตกำหนด (คือ ๑ เดือน
นับแต่วันออกพรรษา) เพื่อให้สงฆ์วัดนั้นประกอบสังฆกรรม ทำเป็นผ้ากฐินแล้วอนุโมทนารับอานิสงส์ตามพระวินัยต่อไป

องค์กฐิน หมายถึง ผ้ากฐิน คือผ้าผืนใดผืนหนึ่งใน จำนวน ๓ ผืน หรือไตรจีวร ที่ผู้มีศรัทธานำไปทอดแก่สงฆ์ ผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน ณ วัดใดวัดหนึ่ง เมื่อสงฆ์รับ
แล้วก็นำไปกรานกฐินตามพระวินัยต่อไป องค์กฐิน เป็นคำเรียกเฉพาะผ้าผืนใดผืนหนึ่ง ที่พระ ท่านอธิษฐานเป็นผ้ากฐิน แต่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า หมาย
ถึงผ้าไตรทั้ง ๓ ผืนที่เรียกไตรครอง เพราะเมื่อทอดกฐิน นิยมทอดถวายครบทั้งไตร แท้จริงแม้พระจะรับทั้งไตร แต่เวลาจะกรานกฐิน ท่านจะกำหนดเลือกเพียงผืนใดผืน
หนึ่งเท่านั้นเป็น ผ้ากฐิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือก สังฆาฏิ เพราะสามารถนำติดตัวไปได้สะดวก ส่วนผ้าที่เหลืออีก ๒ ผืน รวมทั้งผ้าหรือสิ่งของที่นำไปถวายพร้อมกับองค์
กฐิน เรียกว่า บริวารกฐิน บริวารกฐิน หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จัด เตรียมไปถวายวัดร่วมกับองค์กฐิน หรือผ้ากฐิน โดยถือว่า เป็นของบริวารหรือเป็นองค์ประกอบของ
ผ้ากฐิน เรียกว่า เครื่องกฐิน ก็ได้ บริวารกฐินเป็นสิ่งของที่จัดถวายวัดใน วันทอดกฐินตามธรรมเนียม ส่วนใหญ่จะเป็นของจำเป็น สำหรับภิกษุใช้สอย เช่น เสื่อ หมอน มุ้ง กาต้มน้ำ
กระติกน้ำ และของสำหรับใช้สอยร่วมในวัด เช่น ยารักษา โรค เครื่องครัว เครื่องมือก่อสร้างซ่อมแซมวัด เครื่องใช้ ไฟฟ้า ตลอดถึงเครื่องมือทำความสะอาดวัด สิ่งของเหล่า
นี้นิยมจัดไปถวายวัดที่ไปทอดกฐินทุกแห่ง แม้แต่กฐิน หลวงก็จัดสิ่งของเหล่านี้ไปถวายด้วยเหมือนกัน บริวารกฐิน นับรวมถึงปัจจัย (เงิน) ผ้าที่นอกจากจากผ้ากฐินและผ้าป่า

ที่นำไปทอดร่วมกับกฐิน ซึ่งเรียกว่า ผ้าป่าหางกฐินด้วย ทอดกฐิน หมายถึง การทำพิธีถวายผ้ากฐินแก่สงฆ์ผู้ จำพรรษาครบ ๓ เดือน ณ วัดใดวัดหนึ่ง ทอด เป็นสำนวน
ที่ใช้เฉพาะในการถวายผ้ากฐินกับผ้าป่าโดยเฉพาะ กล่าว คือนิยมใช้ว่า ทอด ไม่ใช้ ถวาย กล่าวคือ ผ้ากฐินกับผ้าป่า ไม่นิยมประเคน นิยมนำไปวางทอดต่อหน้าพระเฉย ๆ เป็น
กิริยาพอให้รู้ว่าถวายเท่านั้น เมื่อพระท่านเห็นผ้า ท่านก็ กำหนดเองว่านี่เป็นผ้ากฐินหรือผ้าป่า ดังนั้น ในเวลา อปโลกน์กฐิน จึงมีคำว่า “ผ้ากฐินทาน ...เป็นของบริสุทธิ์
ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ...” ปรากฏอยู่ เพราะเหตุที่ ทอดถวายไว้ต่อหน้าพระด้วยความเคารพ จึงนิยมเรียกว่า ทอด ด้วยประการฉะนี้

อปโลกน์กฐิน หมายความว่า ประกาศขอความเห็น จากสงฆ์ว่า สมควรจะถวายผ้ากฐินซึ่งมีผืนเดียวแก่ภิกษุ รูปใด ที่ประชุมตกลงให้ภิกษุรูปใด ก็เป็นไปตามนั้น การ
ปฏิบัติแบบนี้ พระวินัยเรียกว่า อปโลกนกรรม กรานกฐิน เมื่อพระสงฆ์ในวัดรับผ้ากฐินแล้ว จะ ประชุมกันทำสังฆกรรมโดยยกผ้ากฐินนั้นให้แก่ภิกษุรูป
หนึ่ง ภิกษุรูปนั้นรับผ้านั้นแล้วก็นำไปซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันนั้น เสร็จแล้วก็ทำพินทุกัปปะอธิษฐาน เป็นผ้าครอง วิธีการทั้งหมดนี้เรียกว่า กรานกฐิน เมื่อ
อธิษฐานแล้วภิกษุผู้กรานกฐินประกาศให้สงฆ์อนุโมทนา สงฆ์ก็รับทราบแล้วอนุโมทนา เรียกว่า อนุโมทนากฐิน เมื่อสงฆ์อนุโทนาแล้วก็จะได้รับอานิสงฆ์กฐิน คือได้
รับยกเว้นพระวินัยบางประการ เช่น ไปในที่ต่าง ๆ โดย ไม่ต้องนำผ้าไตรจีวรติดตัวไปครบสามผืนได้ ปัจจุบัน ผ้ากฐินส่วนใหญ่เป็นผ้าสำเร็จรูป กิจที่ต้องทำ
เบื้องต้นคือ ซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม จึงไม่มี ภิกษุผู้กราน กฐินทำเพียงพินทุกัปปะ และอธิษฐานเป็นผ้าครองเท่านั้น พินทุกัปปะ แปลว่า การทำจุดกลมหรือวงกลมเล็ก ๆ
การทำจุดเหมือนหยดนำ พินทุกัปปะ เป็นภาษาพระวินัย คือ ทรงบัญญัติไว้ว่าภิกษุได้จีวรใหม่มาต้องทำพินทุกัปปะ ก่อนใช้ โดยใช้สีอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ สี คือ สีเขียว
คราม สีโคลน สีดำคล้ำ จุดที่มุมผ้านั้น วิธีจุดท่านสอนว่า ให้จุดเป็นวงกลม จุดใหญ่เท่าแววตานกยูง จุดเล็ก หลั่งตัวเรือด เรียกว่าทำ พินทุกัปปะ หรือ ทำพินทุ หรือ
เรียกสั้น ๆ ว่า พินทุ ก็มี ที่ต้องทำท่านให้เหตุผลว่า เพื่อให้ เสียสี หรือมีตำหนิว่าเป็นของเก่า จะได้ไม่เป็นที่ต้องการ ของขโมย และเพื่อให้เป็นเครื่องหมายจำได้ว่าเป็นของตน

ครองกฐิน หมายถึง ปกครองรักษาผ้ากฐินโดยความ เป็นใหญ่ นุ่งห่มผ้ากฐินตามสิทธิที่ได้รับอนุมัติ ในพระวินัย กำหนดไว้ว่า พระสงฆ์ในวัดเมื่อได้รับผ้ากฐินแล้ว ต้อง
ประชุมกันทำสังฆกรรมมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้รู้ พระวินัยเรื่องกฐินดี เป็นผู้รับผ้ากฐิน ภิกษุผู้ได้รับมอบให้ เป็นผู้รับผ้ากฐินนั้นก็ไปนุ่งห่มผ้ากฐิน แล้วมาประกาศให้
พระสงฆ์ที่เหลืออนุโมทนา เรียกภิกษุผู้ได้รับผ้ากฐินนั้น ว่า "ผู้ครองกฐิน หรือ องค์ครอง" ภิกษุผู้ครองกฐินนั้นจะต้องรักษาผ้ากฐินด้วยการนุ่งห่ม
เหมือนกับอยู่ในพรรษาตลอดกาลกฐิน คือ ต้องนำติดตัว ไปด้วยตลอดเวลา

ข้อสังเกต ในบทความนี้มีคำว่า "ภิกษุ และพระสงฆ์" ซึ่ง ท่านผู้อ่านควรทราบด้วยว่า มีความแตกต่างกัน ภิกษุ เป็น คำที่ใช้เรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ผู้ที่
จะเป็นภิกษุได้จะต้องมีคุณสมบัติ และผ่านการพิธี อุปสมบทโดยถูกต้องตามพระธรรมวินัยก่อน เช่น ต้องมี อายุ ๒๐ ปี ไม่มีโรคร้ายแรง ต้องมีอุปัชฌาย์รับรอง ต้อง
ทำพิธีในอุโบสถ นักบวชชายในพระพุทธศาสนาดังกล่าวนี้ ถ้ากล่าวถึงแต่ละรูปเรียกว่า ภิกษุ ส่วนคำว่า พระสงฆ์ นั้น สงฆ์ แปลว่า หมู่ ภิกษุสงฆ์ แปลว่า หมู่ภิกษุ ตามพระวินัย
ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปจึงเรียกว่า สงฆ์ เช่นในคำว่า สังฆกรรม หมายความว่า กรรมที่สงฆ์คือภิกษุตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไปจะพึงทำร่วมกัน

(ข้อมูล : พระธรรมกิตติวงศ์ ทองดี สุรเตโช ปธ.๙ ราช บัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด ๒๕๔๘.๑๔๕๓ หน้า...)

...ทริ๊ปเด็ดๆ ... วันนี้ไม่ใช่แค่ได้ทอดกฐินอย่างเดียว..
ยังได้สร้างบุญตลอดกาลด้วย..ผู้ใหญ่ทำงานใหญ่เด็กน้อย ก็ทำงานตาม
ประสาเด็กน้อยแต่ได้บุญหลายที่เดียว..ลานดินที่จะใช้เป็นลานธรรมใน
อนาคตไม่นานนี้..ก็ได้เริ่มลงมือแซกต้นไม้เพื่อร่มเงาให้มากขึ้นกว่าเดิม
หลังจากนี้..ธรรมสถานลานบุญ ลานธรรมก็จะเริ่มก่อสร้างไปพร้อมๆกับ
การเจริญเติบโตของต้นไม้..ที่เราร่วมกันปลูกขึ้นมา...เด็กน้อยแต่ละคน
ต่างภูมิใจ..ที่ทั้งขุด..ทั้งฝั้ง..ทั้งปลูก..เลยขอถ่ายภาพคู่กับต้นไม้ของตน
ที่ลงทุนอาเหงื่อแรกมา..ก็น่าภูมิใจอยู่หร๊อก..แต่ไม่รู้จะรอดกี่ต้นนะซิ.


งานกฐินสามัคคีในปีนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย..อาจจะไม่สนุกสนาน
จากหมอลำคณะดังๆ ไม่มีเหล้ายาปลาปิง เลี้ยงกันเอิกเลิก...ไม่มีแม้แต่
ขอตอนของฝาก... แต่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญจากสายศรัทธาชาบ้าน
จากบ้านนาแกเองก็ตาม จากญาติพี่น้องที่เดินทางมาแต่แดนใกล้แดนไกล
ที่ต่างก็มาเพื่อบุญเพื่อกุศล..เราอาจจะไม่มีเงินถุงเงินถังมาร่วมบุญ
แต่ท่านทั้งหลายก็มีความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง..รู้จักการแสวงหา
ทางบุญที่ถูกต้องและดีงาม...


ขออนุโมทนากับ พี่น้องที่มาร่วมกันในบุญกฐินครั้งนี้..
บุญอันเป็น..เครื่องอำนวยผลจงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลาย
มีความเจริญ ใน อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ
หากคิดหวังสิ่งหนึ่งประการใด..หากไม่ผิดศีล ผิดธรรม และไซร้
ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จกับญาติโยม สาธุชนและขอให้ท่าน
มีความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป เทอญ .